Part of Speech คืออะไร? สรุปครบ 8 ชนิดพื้นฐานที่คนอยากเก่งอังกฤษต้องรู้

Part of Speech คือ

เปรียบการเรียนภาษาอังกฤษเหมือนการ “ปรุงอาหาร” ครับ ถ้า Grammar คือสูตรอาหาร Part of Speech ก็คือ “วัตถุดิบ” (Ingredients) เช่น หมู ผัก น้ำปลา น้ำตาล

ถ้าคุณไม่รู้จักว่าวัตถุดิบแต่ละอย่างคืออะไรและทำหน้าที่อะไร คุณอาจจะเผลอใส่น้ำปลาลงไปในของหวาน หรือใส่พริกลงไปในเครื่องดื่มจนรสชาติเพี้ยนไปหมด ในภาษาอังกฤษก็เช่นกันครับ ถ้าเราไม่รู้ว่าคำไหนเป็น Noun, Verb หรือ Adjective เราก็จะวางตำแหน่งผิด ทำให้ประโยคสื่อความหมายไม่ได้

วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาทำความรู้จักกับ Part of Speech คือ อะไร มีกี่ชนิด และแต่ละชนิดทำหน้าที่อะไรบ้าง สรุปจบในบทความเดียวครับ

นิยาม: Part of Speech คือ อะไร?

Part of Speech (อ่านว่า พาร์ท-ออฟ-สปีช) หรือในภาษาไทยเรียกว่า “ชนิดของคำ” คือ การแบ่งประเภทของคำในภาษาอังกฤษตาม “หน้าที่” ของมันในประโยคครับ

โดยหลักสากลแล้ว เราแบ่ง Part of Speech ออกเป็น 8 ชนิดหลัก (The 8 Parts of Speech) ซึ่งคำศัพท์ทุกคำในพจนานุกรมจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เหล่านี้เสมอ การรู้เรื่องนี้จะช่วยให้คุณ:

  1. แต่งประโยคได้ถูกต้อง: รู้ว่าคำไหนควรอยู่หน้า คำไหนควรอยู่หลัง
  2. เดาความหมายศัพท์ได้: แม้ไม่รู้คำแปล แต่ถ้ารู้ว่าเป็น Adjective ก็พอเดาได้ว่าขยายคำนาม
  3. สอบผ่านฉลุย: ข้อสอบ Error Identification วัดเรื่องนี้เยอะมากครับ

เจาะลึก 8 ชนิดของคำ (The 8 Parts of Speech)

มาดูกันครับว่าสมาชิกทั้ง 8 มีอะไรบ้าง และแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร

1. Noun (คำนาม)

ใช้เรียกชื่อ คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ หรือความคิด (นามธรรม)

  • หน้าที่: เป็นประธาน (Subject) หรือ กรรม (Object) ของประโยค
  • ตัวอย่าง: Dog, Teacher, Bangkok, Love, Idea
  • Ex: The dog is sleeping.

2. Pronoun (คำสรรพนาม)

ใช้ “เรียกแทน” คำนาม เพื่อไม่ต้องพูดซ้ำๆ

  • หน้าที่: เหมือนคำนาม (เป็นประธาน/กรรม)
  • ตัวอย่าง: I, You, He, She, It, We, They
  • Ex: She is beautiful. (She แทนผู้หญิงคนนั้น)

3. Verb (คำกริยา)

สำคัญที่สุด! ใช้บอก “การกระทำ” หรือ “สภาวะ” ของประธาน

  • หน้าที่: บอกว่าประธานทำอะไร หรือเป็นอย่างไร
  • ตัวอย่าง: Run, Eat, Sleep, Is, Have
  • Ex: I eat an apple.

4. Adjective (คำคุณศัพท์)

ใช้ “ขยายคำนาม” เพื่อบอกลักษณะ สี ขนาด หรือรูปร่าง

  • หน้าที่: ทำให้คำนามชัดเจนขึ้น (วางหน้า Noun หรือหลัง Verb to be)
  • ตัวอย่าง: Big, Red, Happy, Good, Expensive
  • Ex: A red car is fast.

5. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)

ใช้ “ขยายกริยา, ขยาย Adjective หรือขยาย Adverb ด้วยกันเอง” เพื่อบอกว่าทำอย่างไร ทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่

  • หน้าที่: บอกรายละเอียดของการกระทำ (มักลงท้ายด้วย -ly)
  • ตัวอย่าง: Quickly, Very, Yesterday, Here
  • Ex: He runs quickly. (ขยาย run)

6. Preposition (คำบุพบท)

ใช้บอก “ตำแหน่ง” “เวลา” หรือ “ความสัมพันธ์” ระหว่างคำนามกับคำอื่น

  • หน้าที่: เชื่อมคำนามเข้ากับส่วนอื่นของประโยค
  • ตัวอย่าง: In, On, At, Under, With, From
  • Ex: The book is on the table.

7. Conjunction (คำสันธาน)

ใช้ “เชื่อม” คำ, วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน

  • หน้าที่: เป็นกาวใจ เชื่อมประโยคให้ยาวขึ้นและสละสลวย
  • ตัวอย่าง: And, But, Or, Because, So
  • Ex: I like coffee but I don’t like tea.

8. Interjection (คำอุทาน)

ใช้แสดง “อารมณ์” หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นฉับพลัน

  • หน้าที่: เพิ่มอรรถรส (มักมีเครื่องหมาย ! ตามหลัง)
  • ตัวอย่าง: Wow!, Oh!, Ouch!, Hey!
  • Ex: Wow! That looks amazing.

ตาราง: สรุปหน้าที่และเทคนิคการจำ (Quick Reference)

เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจน ลองดูตารางสรุปหน้าที่พร้อมตัวอย่างประโยคด้านล่างนี้ครับ

Part of Speechหน้าที่หลัก (Role)คำถามที่มันตอบ (Answers…)ตัวอย่างในประโยค (Example)
Nounเป็นชื่อเรียกสิ่งต่างๆใคร? อะไร?Somchai likes pizza.
Verbแสดงการกระทำทำอะไร? เป็นยังไง?Somchai eats pizza.
Adjectiveขยาย Nounลักษณะไหน? สีอะไร?Hot pizza is delicious.
Adverbขยาย Verbทำอย่างไร? บ่อยแค่ไหน?He eats quickly.
Pronounแทนที่ Noun(แทนใคร/อะไร)He likes it.
Prepositionบอกตำแหน่ง/เวลาที่ไหน? เมื่อไหร่?He eats at home.
Conjunctionเชื่อมประโยค(เชื่อมความ)He eats and drinks.
Interjectionแสดงอารมณ์(รู้สึกอย่างไร)Yummy! This pizza is great.

ระวัง! คำหนึ่งคำ อาจเป็นได้หลาย Part of Speech

นี่คือความท้าทายของภาษาอังกฤษครับ คำศัพท์คำเดียวอาจเปลี่ยนหน้าที่ไปตามตำแหน่งในประโยค ตัวอย่างคำว่า “Work”

  1. Noun: I have a lot of work. (ฉันมี งาน เยอะมาก – ทำหน้าที่เป็นคำนาม)
  2. Verb: I work at a bank. (ฉัน ทำงาน ที่ธนาคาร – ทำหน้าที่เป็นกริยา)

ตัวอย่างคำว่า “Fast”

  1. Adjective: A fast car. (รถ เร็ว – ขยายรถ)
  2. Adverb: He drives fast. (เขาขับ เร็ว – ขยายขับ)

เริ่มต้นเรียนรู้โครงสร้างภาษากับ EngDuo

การท่องจำว่า Part of Speech คือ อะไร อาจจะช่วยให้สอบผ่าน แต่การจะนำไป “แต่งประโยค” ให้เป็นธรรมชาติ ต้องอาศัยการฝึกฝนและเข้าใจโครงสร้าง (Syntax) ที่ EngDuo Thailand เรามีเทคนิคการสอนที่ช่วยให้คุณแยกแยะชนิดของคำได้โดยไม่ต้องนั่งท่อง

  • Sentence Building: ฝึกเรียงประโยคจากคำศัพท์ที่กำหนดให้ (เช่น ให้ Noun, Verb, Adj มา แล้วต้องเรียงให้ถูก)
  • Suffix Decoding: สอนเทคนิคดูคำลงท้าย (Suffix) เช่น ลงท้ายด้วย -tion เป็น Noun, ลงท้ายด้วย -ly เป็น Adverb ช่วยให้เดาศัพท์ได้แม่นยำ
  • Real-world Usage: ฝึกวิเคราะห์ประโยคจากข่าวหรืออีเมล เพื่อให้เห็นการใช้งานจริง

มั่นใจในมาตรฐานการศึกษา (EEAT)

EngDuo Thailand บริหารงานโดย บริษัท เอจี เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เรามีความเชี่ยวชาญในการปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ (Foundation) ให้กับผู้เรียนทุกวัย เราเชื่อว่า “รากฐานที่มั่นคง นำไปสู่การต่อยอดที่ยั่งยืน” การเข้าใจ Part of Speech อย่างถ่องแท้ คือก้าวแรกที่จะทำให้คุณเก่งภาษาอังกฤษได้อย่างแท้จริง

ปูพื้นฐานให้แน่น สื่อสารได้ไม่อายใคร

อย่าปล่อยให้ความสับสนเรื่องชนิดของคำมาฉุดรั้งความก้าวหน้าของคุณ มาเรียนรู้และฝึกฝนการใช้ Part of Speech ให้แม่นยำกับ EngDuo วันนี้ ติดต่อเราเพื่อทดลองเรียนฟรี!

  • ชื่อสถาบัน: EngDuo Thailand (บริษัท เอจี เอ็ดดูเคชั่น จำกัด)
  • ที่อยู่: 72/47 หมู่ที่ 4 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี 11130
  • เบอร์โทรศัพท์: 099-217-0880, 098-826-8961
  • เว็บไซต์: https://engduothailand.com/
  • Line Official: @engduo
  • Facebook: Engduo Thailand เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ตัวต่อตัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. Article (a, an, the) จัดอยู่ในหมวดไหน? ในไวยากรณ์สมัยใหม่ Article จัดอยู่ในหมวด Determiner (คำนำหน้านาม) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับ Adjective (เพราะมันระบุชี้เฉพาะคำนาม) บางตำราจึงนับรวมไว้ในหมวด Adjective ครับ

2. จำเป็นต้องรู้ชื่อเรียก Part of Speech ไหม? ถ้าเป้าหมายคือการพูดสื่อสารทั่วไป อาจไม่จำเป็นต้องท่องชื่อครับ แต่ถ้ารู้ไว้จะช่วยให้เข้าใจคำอธิบายเวลาเรียนแกรมม่า หรือเวลาเปิดดิกชันนารี (n., v., adj.) ได้ดีขึ้นมากครับ

3. Preposition กับ Conjunction ต่างกันยังไง?

  • Preposition ต้องตามด้วย Noun หรือ V.ing เสมอ (e.g., because of you)
  • Conjunction มักตามด้วย ประโยค (Subject + Verb) (e.g., because you are here)

4. มี Part of Speech ที่ 9 ไหม? บางตำราจะแยก Determiners (คำกำหนดนาม เช่น this, that, my, your, a, an, the) ออกมาเป็นชนิดที่ 9 ครับ แต่โดยพื้นฐาน 8 ชนิดนี้ก็ครอบคลุมการใช้งานหลักๆ แล้วครับ

5. ทำไม Adverb ถึงขยายได้เยอะจัง? Adverb คือ “ส่วนเติมเต็ม” ครับ มันถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามว่า How, When, Where, Why, To what extent ดังนั้นมันจึงขยายได้ทั้งการกระทำ (Verb), ลักษณะ (Adj), และความมากน้อย (Adv) ครับ

References