Direct Indirect Speech คืออะไร? สรุปวิธีเปลี่ยนประโยค “เขาบอกว่า…” ให้เป๊ะ ไม่สับสน

Direct Indirect Speech

เคยไหมครับ? เวลาจะเล่าให้เพื่อนฟังว่า “เจ้านายสั่งว่า…” หรือ “แฟนบอกว่า…” แล้วเกิดอาการลิ้นพันกัน ไม่รู้จะใช้ Tense ไหนดี? จะใช้ He said he go หรือ He said he went? หรือจะใช้ Tomorrow หรือ The next day?

ความสับสนเหล่านี้เป็นเรื่องปกติมากสำหรับคนไทย เพราะในภาษาบ้านเรา แค่เติมคำว่า “ว่า” ลงไปก็จบ แต่ในภาษาอังกฤษมีกฎกติกาที่เคร่งครัดที่เรียกว่า Direct Indirect Speech (หรือ Reported Speech) ซึ่งถือเป็นสกิลที่จำเป็นมาก ทั้งในการทำงาน (สรุปสิ่งที่ลูกค้าพูด) และในชีวิตประจำวัน (การเม้าท์มอย!)

วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาแกะรหัสลับว่า Direct Indirect Speech คือ อะไร มีกฎการเปลี่ยนประโยคอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ โดยไม่ต้องท่องจำให้ปวดหัวครับ

Direct Indirect Speech คือ อะไร? ต่างกันตรงไหน?

ก่อนจะไปดูกฎ เรามาแยกแยะ 2 แบบนี้กันก่อนครับ

  1. Direct Speech (บทพูดตรง): คือการยกคำพูดของเขามาแบบ “เป๊ะๆ” ทุกตัวอักษร โดยต้องใส่เครื่องหมายคำพูด (Quotation Marks)

    • John said, “I am hungry.” (จอห์นพูดว่า “ฉันหิว”)

  2. Indirect Speech (บทพูดรายงาน): คือการนำคำพูดเขามา “เล่าต่อ” ในมุมมองของเรา ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนคำสรรพนามและเวลาให้เหมาะสม

    • John said (that) he was hungry. (จอห์นบอกว่าเขาหิว)

กฎเหล็ก 3 ข้อ: เปลี่ยน Direct เป็น Indirect (The 3 Golden Rules)

หัวใจสำคัญของ Direct Indirect Speech อยู่ที่การ “ถอยหลัง” ครับ ทั้งเวลาและ Tense

1. เปลี่ยนสรรพนาม (Change Person)

ต้องเปลี่ยนประธานให้ตรงกับความจริงในขณะที่เล่า

  • Direct: I love my car. (เขาพูด)

  • Indirect: He said (that) he loved his car. (เราเล่าถึงเขา)

2. เปลี่ยนเวลาและสถานที่ (Change Time & Place)

เพราะตอนที่เขาพูด กับตอนที่เราเอามาเล่า มันคนละเวลากัน

  • Now Then (ตอนนั้น)

  • Today That day (วันนั้น)

  • Yesterday The day before / The previous day

  • Tomorrow The next day / The following day

  • Here There (ที่นั่น)

3. เปลี่ยน Tense ถอยหลัง 1 สเต็ป (Backshift Tense)

นี่คือกฎที่สำคัญที่สุด! เมื่อกริยานำ (Reporting Verb) เป็นอดีต (Said, Told) ประโยคข้างในต้องถอยหลังลงไปเป็นอดีตเสมอ

ตาราง: สรุปการผัน Tense (Tense Transformation Table)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า Direct Indirect Speech เปลี่ยนร่างอย่างไร ลองดูตารางสูตรลับนี้ครับ

Tense ใน Direct Speech (ตอนเขาพูด) Tense ใน Indirect Speech (ตอนเราเล่า) ตัวอย่างการเปลี่ยน (Example)
Present Simple (V.1) Past Simple (V.2) “I eat rice.” He said he ate rice.
Present Continuous (is/am/are + V.ing) Past Continuous (was/were + V.ing) “I am sleeping.” He said he was sleeping.
Present Perfect (have/has + V.3) Past Perfect (had + V.3) “I have finished.” He said he had finished.
Past Simple (V.2) Past Perfect (had + V.3) “I bought it.” He said he had bought it.
Will (Future) Would “I will go.” He said he would go.
Can (Ability) Could “I can swim.” He said he could swim.
Must (Obligation) Had to “I must go.” He said he had to go.

กรณีพิเศษ: ประโยคคำถาม (Reported Questions)

เมื่อเรารายงาน “คำถาม” ของคนอื่น ห้าม เรียงประโยคแบบคำถาม (V + S) แต่ให้เรียงแบบประโยคบอกเล่า (S + V)

1. คำถาม Yes/No Question

ใช้ If หรือ Whether มาเชื่อม

  • Direct: “Do you like coffee?”

  • Indirect: He asked me if I liked coffee. (เขาถามฉันว่าฉันชอบกาแฟไหม – ตัด Do ทิ้ง ผัน like เป็น liked)

2. คำถาม Wh- Question (Who, What, Where…)

ใช้คำแสดงคำถามนั้นเชื่อมได้เลย

  • Direct: “Where are you going?”

  • Indirect: He asked me where I was going. (ระวัง! ห้ามพูดว่า where was I)

3 ข้อผิดพลาดที่คนไทยเจอบ่อย (Common Mistakes)

  1. ลืมเปลี่ยน Tense:

    • ❌ He said that he is tired. (ผิด! ถ้าข้างหน้าเป็น said ข้างหลังต้องเป็น was)

    • ✅ He said that he was tired.

  2. เรียงคำถามผิด:

    • ❌ She asked me where was I. (ผิด! นี่คือรูปประโยคคำถาม)

    • ✅ She asked me where I was. (ถูก! นี่คือการเล่าเรื่อง)

  3. สับสน Say กับ Tell:

    • Say: ใช้พูดลอยๆ หรือ Say to someone He said (that)…

    • Tell: ต้องมีกรรมมารับเสมอ (Tell someone) He told me (that)…

ฝึกเล่าเรื่องให้ลื่นไหลกับ EngDuo

การเข้าใจทฤษฎี Direct Indirect Speech เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำไปใช้จริงตอนประชุมหรือคุยกับเพื่อนฝรั่งต้องอาศัยความคล่องตัว ที่ EngDuo Thailand เราเน้นการฝึกแบบ Scenario-Based Learning

  • Role-Play Gossip: ฝึกจำลองสถานการณ์ “เม้าท์มอย” (Did you hear what she said?) เพื่อให้คุณฝึกเปลี่ยน Tense ได้อย่างเป็นธรรมชาติและสนุกสนาน

  • Meeting Summary: ฝึกสรุปสิ่งที่เจ้านายหรือลูกค้าพูดในการประชุม (The client mentioned that they needed more time…)

  • Correction: ครูช่วยแก้ทันทีเมื่อคุณเผลอหลุดใช้ Present Tense ในการเล่าเรื่องอดีต

มั่นใจในมาตรฐาน EngDuo (EEAT)

EngDuo Thailand บริหารงานโดย บริษัท เอจี เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เรามีความเชี่ยวชาญในการสอนภาษาอังกฤษระดับองค์กรและบุคคลทั่วไป เราเข้าใจดีว่า Reported Speech คือยาขมของคนไทย เราจึงย่อยเนื้อหาให้ง่ายและเน้นการใช้งานจริง เพื่อให้คุณสื่อสารได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพ

เปลี่ยนจาก “ผู้ฟัง” เป็น “นักเล่าเรื่อง”

อย่าปล่อยให้การเปลี่ยน Tense มาขัดจังหวะการเล่าเรื่องของคุณ มาฝึกฝน Direct Indirect Speech ให้แม่นยำกับ EngDuo วันนี้ ติดต่อเราเพื่อทดลองเรียนฟรี!

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. จำเป็นต้องใส่ “That” ไหม? (He said that…) ไม่จำเป็นครับ ในภาษาพูด (Spoken English) เรามักละคำว่า that ไว้ในฐานที่เข้าใจ He said he was tired. แต่ในภาษาเขียนทางการ ควรใส่เพื่อความชัดเจนครับ

2. ถ้าเรื่องที่เล่ายังเป็นความจริงอยู่ ต้องเปลี่ยน Tense ไหม? นี่คือข้อยกเว้นครับ! ถ้าสิ่งที่พูดเป็น ข้อเท็จจริงเสมอ (General Truth) ไม่ต้องเปลี่ยน Tense ก็ได้

  • Direct: “The sun rises in the east.”

  • Indirect: He said the sun rises in the east. (เพราะวันนี้มันก็ยังขึ้นทางทิศตะวันออกอยู่)

3. ถ้ากริยานำเป็น Present (He says…) ต้องเปลี่ยน Tense ไหม? ไม่ต้องเปลี่ยนครับ! ถ้าข้างหน้าเป็น He says (ปัจจุบัน) ข้างหลังก็คง Tense เดิมไว้ เปลี่ยนแค่สรรพนามพอ

  • Direct: “I like apples.”

  • Indirect: He says (that) he likes apples.

4. Reported Command (ประโยคคำสั่ง) เปลี่ยนยังไง? ใช้โครงสร้าง Tell/Ask + someone + to + V.inf ครับ

  • Direct: “Sit down.”

  • Indirect: He told me to sit down. (ถ้าห้ามทำ ใช้ not to)

5. Say กับ Tell ต่างกันยังไงแบบชัดๆ? จำง่ายๆ ครับ Tell ต้องมีคนฟังเสมอ (Tell me, Tell him) ส่วน Say ไม่ต้องมีคนฟัง หรือถ้ามีต้องใช้ to (Say to me)

References