Active Voice Passive Voice ต่างกันยังไง? สรุปหลักการใช้ให้เป๊ะ เขียนประโยคได้โปร

Active Voice Passive Voice

ถ้าถามว่าหัวข้อไวยากรณ์ไหนที่ทำให้คนไทยสับสนที่สุดในการเขียนภาษาอังกฤษ คู่หู Active Voice Passive Voice ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอนครับ เพราะในภาษาไทยเรามักพูดลอยๆ โดยไม่เน้นประธาน (เช่น “รถชน” หรือ “บ้านสร้างเสร็จแล้ว”) แต่ในภาษาอังกฤษ การเลือกใช้ Voice สองแบบนี้ให้ความรู้สึกและบริบทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Active Voice และ Passive Voice ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องทางไวยากรณ์ แต่เป็นเรื่องของ “สไตล์การเขียน” (Writing Style) ที่จะกำหนดว่าคุณดูเป็นคนตรงไปตรงมา หรือดูเป็นนักวิชาการที่สุภาพนุ่มนวล วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาเจาะลึกความแตกต่าง โครงสร้าง และเทคนิคการเลือกใช้ที่จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันตาเห็น

นิยามง่ายๆ: ใครทำ หรือ ใครถูกทำ?

หัวใจสำคัญของการแยกแยะ 2 แบบนี้อยู่ที่ “ประธานของประโยค” (Subject) ครับ

  1. Active Voice (ประธานกระทำ): ประธานเป็นคนลงมือทำกริยานั้นเอง เน้นไปที่ “ผู้กระทำ”
    • โครงสร้าง: Subject + Verb + Object
    • Ex: Somchai ate the cake. (สมชายกินเค้ก – เน้นว่าสมชายเป็นคนกิน)
  2. Passive Voice (ประธานถูกกระทำ): ประธานเป็นผู้รับผลของการกระทำ เน้นไปที่ “สิ่งที่ถูกทำ” หรือ “เหตุการณ์”
    • โครงสร้าง: Subject + Be + V.3 (+ by Agent)
    • Ex: The cake was eaten by Somchai. (เค้กถูกกินโดยสมชาย – เน้นที่เค้กหายไป)

เจาะลึกโครงสร้างและการเปลี่ยนรูป (Transformation)

การเปลี่ยนจาก Active เป็น Passive มีกฎเหล็ก 3 ข้อครับ:

  1. สลับที่: เอา กรรม (Object) ของ Active มาเป็น ประธาน (Subject) ของ Passive
  2. เติม Be + V.3: ใส่ Verb to be (ผันตาม Tense เดิม) และเปลี่ยนกริยาแท้เป็นช่อง 3
  3. ย้ายคนทำ: เอาประธานตัวเดิมไปไว้หลังคำว่า by (หรือตัดทิ้งถ้าไม่สำคัญ)

ตัวอย่างการเปลี่ยนตาม Tense

  • Present Simple:
    • Active: She writes a letter.
    • Passive: A letter is written by her.
  • Past Simple:
    • Active: She wrote a letter.
    • Passive: A letter was written by her.
  • Future Simple:
    • Active: She will write a letter.
    • Passive: A letter will be written by her.

ตาราง: เลือกใช้อันไหนดี? (Usage Guide)

หลายคนเขียนถูกหลักไวยากรณ์แต่เลือกใช้ผิดสถานการณ์ ตารางนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าสถานการณ์ไหนควรใช้ Active Voice หรือ Passive Voice เพื่อให้สื่อสารได้ตรงจุดที่สุด

สถานการณ์ / เป้าหมาย (Goal)Active Voice (ควรใช้เมื่อ…)Passive Voice (ควรใช้เมื่อ…)ตัวอย่างเปรียบเทียบ
ความชัดเจนและกระชับใช่ (ส่วนใหญ่ควรใช้อันนี้)❌ ไม่ (ประโยคจะเยิ่นเย้อ)Active: We approved your request.
Passive: Your request was approved by us.
เมื่อไม่รู้ว่าใครทำ❌ ไม่ (ต้องระบุประธาน)ใช่ (เหมาะมาก)Active: Someone stole my bike.
Passive: My bike was stolen. (เน้นว่ารถหาย)
การเขียนเชิงวิชาการ/ข่าว❌ ไม่ (อาจดูไม่เป็นกลาง)ใช่ (ดูเป็นทางการ/Objective)Active: Scientists found a cure.
Passive: A cure was found.
ต้องการเน้น “ผลลัพธ์”❌ ไม่ (เน้นคนทำ)ใช่ (เน้นสิ่งที่เกิดขึ้น)Active: The storm destroyed the house.
Passive: The house was destroyed.
การหลีกเลี่ยงการตำหนิ❌ ไม่ (ดูเหมือนชี้หน้าด่า)ใช่ (ดูนุ่มนวล/Diplomatic)Active: You made a mistake.
Passive: Mistakes were made.

3 ข้อผิดพลาดที่ทำให้การใช้ Voice ดูไม่โปร

  1. ใช้ Passive Voice พร่ำเพรื่อ: การใช้ Passive มากเกินไปจะทำให้งานเขียนดูน่าเบื่อ เฉื่อยชา และอ่านยาก (Wordy) แนะนำให้ใช้ Active Voice ประมาณ 80-90% ของงานเขียนทั่วไป
  2. ลืมผัน Verb to be: กุญแจสำคัญของ Passive คือ Be + V.3 ห้ามลืมเด็ดขาด เช่น The report written yesterday (ผิด) ต้องเป็น The report was written yesterday.
  3. ระบุคนทำ (By…) ในเรื่องที่ไม่จำเป็น: เช่น The trash was collected by the garbage collector. (ตัด by… ทิ้งได้เลย เพราะรู้กันอยู่แล้ว)

ฝึกเขียนให้สละสลวยกับ EngDuo

การเข้าใจทฤษฎี Active Voice Passive Voice คือก้าวแรก แต่การนำไปใช้เขียนอีเมล หรือเขียนรายงานให้ดู Professional ต้องอาศัยการฝึกฝน คอร์ส Business Writing ของ EngDuo ช่วยคุณได้

  • Style Correction: ครูผู้สอนจะช่วยเกลาประโยคของคุณ โดยแนะนำว่าจุดไหนควรเปลี่ยนเป็น Active เพื่อความกระชับ หรือจุดไหนควรใช้ Passive เพื่อความสุภาพ
  • Real-world Practice: ฝึกเปลี่ยนประโยคจากสถานการณ์จริง เช่น การเขียนแจ้งข่าวร้ายลูกค้า (ใช้ Passive เพื่อลดความรุนแรง) หรือการเขียนนำเสนอผลงาน (ใช้ Active เพื่อแสดงความมั่นใจ)
  • Grammar Clinic: เจาะลึกการผันกริยา 3 ช่อง และการใช้ Tense คู่กับ Voice ต่างๆ ให้แม่นยำ

มั่นใจในคุณภาพ EngDuo (EEAT)

EngDuo Thailand บริหารงานโดย บริษัท เอจี เอ็ดดูเคชั่น จำกัด สถาบันภาษาชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจจากคนทำงานทั่วประเทศ เรามีความเชี่ยวชาญ (Expertise) ในการสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการเขียนเชิงธุรกิจ ทีมครูของเราพร้อมถ่ายทอดเทคนิคที่ช่วยให้คุณเข้าใจความซับซ้อนของไวยากรณ์ และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ยกระดับงานเขียนของคุณวันนี้

เลิกสับสนแล้วมาสนุกกับการเลือกใช้ถ้อยคำให้มีพลังกับ EngDuo ติดต่อเราเพื่อวางแผนการเรียนฟรี!

  • ชื่อสถาบัน: EngDuo Thailand (บริษัท เอจี เอ็ดดูเคชั่น จำกัด)
  • ที่อยู่: 72/47 หมู่ที่ 4 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี 11130
  • เบอร์โทรศัพท์: 099-217-0880, 098-826-8961
  • เว็บไซต์: https://engduothailand.com/
  • Line Official: @engduo
  • Facebook: Engduo Thailand เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ตัวต่อตัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. จะรู้ได้ไงว่าประโยคไหนเป็น Passive Voice? สังเกตง่ายๆ 2 จุดครับ: 1. มี Verb to be (is, am, are, was, were, be, been, being) และ 2. ตามด้วย V.3 (Past Participle) เสมอ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ Passive ครับ

2. ประโยค Active ทุกประโยค เปลี่ยนเป็น Passive ได้ไหม? ไม่ได้ครับ! เฉพาะประโยคที่มี กรรม (Object) มารับเท่านั้นถึงจะเปลี่ยนได้ (Transitive Verbs)

  • เปลี่ยนได้: I eat rice. (Rice is eaten…)
  • เปลี่ยนไม่ได้: I sleep. / I run. / It happened. (ไม่มีกรรม เปลี่ยนไม่ได้)

3. ทำไมโปรแกรมตรวจแก้คำผิดชอบเตือนให้แก้ Passive เป็น Active? เพราะในงานเขียนสมัยใหม่ โดยเฉพาะอีเมลหรือบล็อก เขาเน้นความ กระชับ ฉับไว และเข้าใจง่าย ซึ่ง Active Voice ตอบโจทย์กว่าครับ แต่ไม่ได้แปลว่า Passive ผิดนะครับ แค่อาจจะไม่เหมาะกับบริบทนั้น

4. ในเรซูเม่ควรใช้ Voice ไหน? แนะนำให้ใช้ Active Voice (แต่ตัดประธาน I ออก) และขึ้นต้นด้วย Action Verbs ครับ เช่น Managed a team of 5 หรือ Increased sales by 20% จะดูมีพลังและแสดงความเป็นผู้นำมากกว่าใช้ Passive ครับ

5. Get + V.3 ถือเป็น Passive ไหม? ใช่ครับ เช่น I got fired. หรือ He got hit. เรียกว่า Get-Passive แต่มักใช้ในภาษาพูด (Informal) ไม่ควรใช้ในงานเขียนทางการครับ

References