A-Level ภาษาอังกฤษ กับ TGAT1 วัดทักษะหลักคล้ายกัน คือบทสนทนา การอ่าน และการเติมคำ แต่ A-Level มี 80 ข้อ 90 นาที บทอ่านยาวกว่าและมีการเรียงย่อหน้า ส่วน TGAT1 มี 60 ข้อ เน้นการสื่อสารในชีวิตประจำวันและต้องทำเร็วกว่า จึงเตรียมร่วมกันได้มาก
นักเรียนหลายคนต้องสอบทั้งสองวิชาและไม่แน่ใจว่าควรแยกเตรียมหรือรวมกัน บทความนี้เทียบสองวิชาแบบจุดต่อจุด อธิบายว่าความยากต่างกันอย่างไร และวางลำดับการเตรียมที่ใช้เวลาได้คุ้มที่สุดสำหรับคนที่ต้องสอบทั้งคู่
สองวิชานี้ใช้ทำอะไรในระบบ TCAS
ทั้ง TGAT1 และ A-Level ภาษาอังกฤษเป็นคะแนนที่คณะต่าง ๆ เลือกใช้ในการคัดเลือก แต่ละคณะกำหนดเองว่าใช้วิชาใด ในรอบใด และให้น้ำหนักเท่าไร บางคณะใช้ทั้งสองวิชา บางคณะใช้เพียงวิชาเดียว การตรวจเกณฑ์จากmytcasจึงเป็นขั้นแรกที่ขาดไม่ได้
ถ้าคณะที่สนใจทั้งหมดใช้เพียงวิชาเดียว ให้ทุ่มเวลากับวิชานั้น แต่ถ้ามีคณะที่ใช้ทั้งสองวิชาปนกัน การเตรียมร่วมกันจะคุ้มที่สุด เพราะทักษะพื้นฐานส่วนใหญ่ใช้ร่วมกันได้ และเหลือเพียงส่วนที่ต่างกันที่ต้องฝึกเพิ่ม
ตารางเปรียบเทียบ A-Level ภาษาอังกฤษ กับ TGAT1
ตารางนี้สรุปจาก Test Blueprint ที่เผยแพร่ล่าสุดโดยสทศ. ตัวเลขช่วยให้เห็นความต่างด้านเวลาและจำนวนข้อ ซึ่งมีผลต่อวิธีบริหารเวลาในห้องสอบ ควรตรวจ Blueprint ของปีที่สอบจริงอีกครั้งก่อนวางแผนการเตรียมตัว
| หัวข้อ | TGAT1 | A-Level ภาษาอังกฤษ |
|---|---|---|
| จำนวนข้อ | 60 | 80 |
| เวลา | ประมาณ 60 นาที | 90 นาที |
| คะแนนเต็ม | 100 | 100 |
| ส่วนที่วัด | บทสนทนา การอ่าน การเติมคำ | บทสนทนา การอ่าน การเติมคำ การเรียงย่อหน้า |
| ลักษณะบทอ่าน | ข้อความในชีวิตประจำวัน | ยาวกว่าและเชิงวิชาการมากกว่า |
ส่วนที่มีเฉพาะ A-Level
Paragraph organization คือส่วนที่ทำให้ A-Level ต่างจาก TGAT1 ชัดที่สุด ต้องเรียงประโยคให้เป็นย่อหน้าที่สมเหตุสมผล ซึ่งวัดความเข้าใจโครงสร้างของงานเขียน นอกจากนี้ A-Level ยังมีข้อความประเภทกราฟ ตาราง และบทความยาวที่ต้องใช้การอ่านเชิงวิเคราะห์มากกว่า
ความยากต่างกันอย่างไร
A-Level ยากที่ความยาวและความหลากหลายของบทอ่าน
A-Level มีข้อความหลายประเภท ตั้งแต่โฆษณา รีวิว ข่าว ไปจนถึงกราฟและบทความยาว ผู้สอบต้องเปลี่ยนวิธีอ่านตามประเภทข้อความ และใช้สมาธิต่อเนื่องนานกว่า คนที่อ่านได้ดีแต่เหนื่อยง่ายเมื่ออ่านยาวมักเสียคะแนนในช่วงท้ายของข้อสอบ
TGAT1 ยากที่เวลาต่อข้อ
TGAT1 มีเวลาเฉลี่ยราวหนึ่งนาทีต่อข้อ ทำให้ต้องตัดสินใจเร็ว ข้อสอบไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่การลังเลนานในบางข้อทำให้ทำไม่ทันทั้งชุด การฝึกจับเวลาและการฝึกข้ามข้อที่ติดแล้วกลับมาทีหลังจึงสำคัญมากสำหรับวิชานี้
เตรียมพร้อมกันได้อย่างไร
ทักษะที่ใช้ร่วมกันได้มีมากกว่าส่วนที่ต่างกัน การเริ่มจากทักษะร่วมจึงประหยัดเวลาที่สุด แล้วค่อยแยกฝึกรูปแบบเฉพาะของแต่ละวิชาในช่วงท้าย ทักษะที่ฝึกครั้งเดียวใช้ได้ทั้งสองวิชามีดังนี้
- เลือกคำตอบที่เหมาะกับบทสนทนา
- อ่านจับใจความและหารายละเอียด
- เติมคำโดยดูบริบทของย่อหน้า
- คำศัพท์และสำนวนที่ใช้บ่อย
ลำดับการเตรียมที่แนะนำ
- ตรวจว่าคณะที่สนใจใช้วิชาใดบ้าง
- ฝึกทักษะร่วมจนคะแนนจำลองทั้งสองวิชาขยับ
- ฝึก Paragraph organization และบทอ่านยาวสำหรับ A-Level
- ฝึกจับเวลาแบบเร็วสำหรับ TGAT1
- ทำข้อสอบเต็มชุดของทั้งสองวิชาสลับกันในช่วงท้าย
ควรให้น้ำหนักวิชาไหนมากกว่า
ดูสัดส่วนคะแนนของคณะที่สนใจ
ถ้าคณะที่อยากเข้าให้น้ำหนัก A-Level ภาษาอังกฤษสูง ควรให้เวลากับส่วนที่มีเฉพาะ A-Level มากขึ้น ถ้าใช้ TGAT1 เป็นหลัก ควรเน้นการทำข้อสอบให้ทันเวลา การจัดสรรเวลาตามสัดส่วนคะแนนจริงคุ้มกว่าการแบ่งเวลาเท่ากันทุกวิชาโดยไม่ดูเกณฑ์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเตรียมสองวิชา
ข้อผิดที่พบบ่อยคือการใช้เทคนิคเดียวกันกับทั้งสองวิชาโดยไม่ปรับตามรูปแบบ เช่น อ่านละเอียดทุกคำใน TGAT1 จนทำไม่ทัน หรืออ่านเร็วเกินไปในบทความยาวของ A-Level จนพลาดรายละเอียดที่ถูกถาม การฝึกแต่ละวิชาด้วยข้อสอบของวิชานั้นในช่วงท้ายช่วยแก้ปัญหานี้ได้
ไม่ฝึกส่วนที่มีเฉพาะ A-Level
บางคนเตรียม TGAT1 อย่างดีแล้วคิดว่าพอสำหรับ A-Level ด้วย แต่ไม่ได้ฝึกการเรียงย่อหน้าและบทอ่านยาวเลย ทำให้เสียคะแนนส่วนนี้ไปทั้งหมด ส่วนที่ต่างกันอาจดูเล็ก แต่คิดเป็นคะแนนที่มีนัยสำคัญเมื่อการแข่งขันในคณะยอดนิยมใกล้กันมาก
เตรียม TGAT1 และ A-Level กับ Engduo ได้อย่างไร
Engduo เน้นการเรียนสดออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูประจำ ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะฟัง อ่าน ไวยากรณ์ และการพูดที่ใช้ใน TGAT1 และ A-Level ได้ตรงจุด ผู้เรียนเลือกครู Native หรือ Filipino ได้ เรียนผ่าน Google Meet หรือ Zoom ครั้งละ 30 หรือ 60 นาที ในช่วง 07:00–23:00 น. ทีมงานช่วยประเมินได้ว่าการเรียนแบบนี้เหมาะกับเป้าหมายและระยะเวลาที่คุณมีหรือไม่
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน ลองทำ Quick CEFR Test ของ Engduo เพื่อดูระดับเบื้องต้น แล้วติดต่อทีม Engduo พร้อมบอกสนามสอบ คะแนนเป้าหมาย และวันที่ต้องใช้ผล ทีมจะช่วยแนะนำแนวทางเรียนที่เหมาะ ทั้งนี้ผลคะแนนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับระดับเริ่มต้น ความถี่ในการเรียน และการฝึกนอกคลาส การเรียนจึงไม่รับประกันคะแนนสอบแบบตายตัว

