เรียน TU-GET ควรเริ่มจากเลือกให้ถูกว่าจะสอบแบบ PBT หรือ CBT เพราะสองแบบวัดทักษะต่างกัน PBT เป็นข้อสอบกระดาษวัดไวยากรณ์ คำศัพท์ และการอ่าน ส่วน CBT สอบบนคอมพิวเตอร์และวัดครบ 4 ทักษะ แล้วจึงวางแผนตามเกณฑ์ของหลักสูตรที่จะยื่น
TU-GET เป็นข้อสอบที่ผู้สมัครเรียนต่อและผู้ที่ต้องการวัดระดับภาษาอังกฤษจำนวนมากเลือกใช้ แต่หลายคนสมัครโดยไม่รู้ว่ามีสองรูปแบบที่ต่างกันมาก บทความนี้อธิบายความต่างของ PBT กับ CBT วิธีเลือกแบบที่เหมาะ และแผนเตรียมตัวสำหรับแต่ละแบบ
TU-GET คืออะไร ใช้ยื่นอะไรได้
TU-GET ย่อมาจาก Thammasat University General English Test จัดโดยสถาบันภาษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้วัดความสามารถภาษาอังกฤษของผู้สมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการทราบระดับภาษาของตัวเอง หลายหลักสูตรใช้ผลเป็นเกณฑ์รับสมัครหรือใช้ประกอบการสัมภาษณ์
ก่อนสมัคร ให้ตรวจในประกาศรับสมัครว่าหลักสูตรรับผล TU-GET แบบใด กำหนดคะแนนขั้นต่ำเท่าไร และผลสอบต้องมีอายุไม่เกินกี่ปี เพราะคะแนนของ PBT และ CBT ใช้สเกลต่างกัน การสอบผิดแบบอาจทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสอบใหม่ใกล้เดดไลน์
ถ้ายังไม่รู้ว่าระดับภาษาอังกฤษของตัวเองอยู่ตรงไหน ลองเทียบกับกรอบ CEFR ของ Council of Europe ซึ่งอธิบายความสามารถเป็นระดับ ตั้งแต่ A1 ถึง C2 วิธีนี้ช่วยให้ประเมินได้คร่าว ๆ ว่าควรใช้เวลาเตรียมตัวนานแค่ไหน ก่อนลงทุนกับการสอบจริงและก่อนตัดสินใจเลือกแบบ PBT หรือ CBT
TU-GET PBT กับ CBT ต่างกันอย่างไร
ความต่างหลักอยู่ที่รูปแบบการสอบและทักษะที่วัด ตารางนี้สรุปให้เห็นภาพรวม ใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกับเกณฑ์ของหลักสูตร ไม่ใช่เลือกจากความรู้สึกว่าแบบใดง่ายกว่า เพราะแบบที่เหมาะคือแบบที่หลักสูตรยอมรับและตรงกับจุดแข็งของคุณ
| หัวข้อ | TU-GET PBT | TU-GET CBT |
|---|---|---|
| รูปแบบ | ข้อสอบกระดาษ | สอบบนคอมพิวเตอร์ |
| ทักษะที่วัด | ไวยากรณ์ คำศัพท์ การอ่าน | อ่าน ฟัง พูด เขียน |
| คะแนนเต็ม | 1,000 คะแนน | 120 คะแนน |
| เหมาะกับ | ผู้ที่แข็งไวยากรณ์และการอ่าน | หลักสูตรที่ต้องการผลครบสี่ทักษะ |
ควรเลือกแบบไหน
ถ้าหลักสูตรรับทั้งสองแบบ และคุณแข็งด้านไวยากรณ์กับการอ่านมากกว่าการพูด PBT อาจเหมาะกว่า แต่ถ้าหลักสูตรต้องการผลที่สะท้อนการสื่อสารครบทุกด้าน หรือคุณสื่อสารได้ดีกว่าการทำข้อสอบไวยากรณ์ CBT อาจเป็นทางที่ดีกว่า ควรตัดสินใจจากเกณฑ์ของหลักสูตรเป็นอันดับแรก
เตรียม TU-GET แบบ PBT
Structure และ Vocabulary
สองพาร์ทนี้วัดความแม่นยำของไวยากรณ์และคลังคำศัพท์ การทบทวนกฎไวยากรณ์ที่ออกบ่อยอย่างเป็นระบบ และการเรียนคำศัพท์จากบริบทการอ่านจริงได้ผลกว่าการท่องรายการคำศัพท์เป็นชุด ๆ ควรจดคำที่พลาดพร้อมประโยคตัวอย่าง แล้วทบทวนซ้ำเป็นระยะ
Reading
Reading มีน้ำหนักคะแนนมากในแบบ PBT การฝึกอ่านจับใจความหลักและตอบคำถามภายใต้เวลาจำกัดจึงสำคัญ ลองอ่านคำถามก่อนเพื่อรู้ว่าต้องหาข้อมูลอะไร แล้วฝึกข้ามรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ทำได้ทันเวลาโดยไม่ต้องเดาข้อท้าย ๆ
เตรียม TU-GET แบบ CBT
Listening และ Reading
แบบ CBT ทำข้อสอบบนคอมพิวเตอร์ ควรฝึกอ่านจากหน้าจอให้คุ้นเคย เพราะการอ่านบนจอให้ความรู้สึกต่างจากกระดาษ ส่วน Listening ควรฝึกฟังจากสื่อภาษาอังกฤษจริงที่มีสำเนียงหลากหลาย และฝึกจดคำสำคัญสั้น ๆ แทนการพยายามจดทุกคำที่ได้ยิน
Speaking และ Writing
สองพาร์ทนี้ต้องมีคนฟังหรืออ่านคำตอบจริงจึงจะรู้ว่าควรแก้อะไร การฝึกพูดตอบคำถามแบบจับเวลา แล้วให้ผู้สอนช่วยชี้จุดที่สื่อความไม่ชัด รวมถึงการให้คนตรวจงานเขียนเรื่องโครงสร้างและความถูกต้อง จะช่วยให้คะแนนสองพาร์ทนี้ขยับได้ชัดเจนกว่าการฝึกคนเดียว
แผนเตรียมตัว TU-GET
- ตรวจว่าหลักสูตรรับ PBT หรือ CBT และต้องการเท่าไร
- ทำแบบฝึกตามรูปแบบที่เลือกหนึ่งชุดเพื่อวัดระดับ
- จัดลำดับพาร์ทที่ต้องพัฒนาจากคะแนนที่ได้
- ฝึกทุกวันวันละช่วงสั้น และทำชุดเต็มสัปดาห์ละครั้ง
- ทบทวนข้อผิดซ้ำก่อนวันสอบ
ถ้าเหลือเวลาน้อย
ถ้าเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ ให้เน้นพาร์ทที่ได้คะแนนต่ำสุดและทำความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบมากกว่าการพยายามพัฒนาทุกพาร์ทพร้อมกัน การรู้ลำดับคำถามและบริหารเวลาได้ดีช่วยลดคะแนนที่หายจากการทำไม่ทันได้ แม้ทักษะภาษาจะยังพัฒนาได้ไม่มากในเวลาสั้น
TU-GET กับ CU-TEP เลือกอันไหน
สองข้อสอบนี้มักถูกเปรียบเทียบกันเพราะหลายหลักสูตรในประเทศไทยรับทั้งสองแบบ คำตอบที่ถูกเริ่มจากเกณฑ์ของหลักสูตรเสมอ จากนั้นจึงดูรูปแบบข้อสอบ ทักษะที่ตัวเองแข็ง และรอบสอบที่สะดวก อ่านรายละเอียดของ CU-TEP ได้ที่ เรียน CU-TEP เริ่มอย่างไร
- ดูว่าหลักสูตรรับผลแบบใด และกำหนดคะแนนเท่าไร
- ดูว่าคุณแข็งด้านไวยากรณ์และอ่าน หรือด้านสื่อสาร
- ดูรอบสอบและเวลาออกผลที่ทันเดดไลน์
เตรียม TU-GETกับ Engduo ได้อย่างไร
Engduo เน้นการเรียนสดออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูประจำ ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะฟัง อ่าน ไวยากรณ์ และการพูดที่ใช้ใน TU-GET ได้ตรงจุด ผู้เรียนเลือกครู Native หรือ Filipino ได้ เรียนผ่าน Google Meet หรือ Zoom ครั้งละ 30 หรือ 60 นาที ในช่วง 07:00–23:00 น. ทีมงานช่วยประเมินได้ว่าการเรียนแบบนี้เหมาะกับเป้าหมายและระยะเวลาที่คุณมีหรือไม่
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน ลองทำ Quick CEFR Test ของ Engduo เพื่อดูระดับเบื้องต้น แล้วติดต่อทีม Engduo พร้อมบอกสนามสอบ คะแนนเป้าหมาย และวันที่ต้องใช้ผล ทีมจะช่วยแนะนำแนวทางเรียนที่เหมาะ ทั้งนี้ผลคะแนนของแต่ละคนขึ้นอยู่กับระดับเริ่มต้น ความถี่ในการเรียน และการฝึกนอกคลาส การเรียนจึงไม่รับประกันคะแนนสอบแบบตายตัว

