“กรุณาส่งงานภายในวันที่ 05/04/2026” ถ้าคุณเจอประโยคนี้ในอีเมลจากเจ้านายต่างชาติ คุณจะส่งงานวันไหนครับ? วันที่ 5 เมษายน หรือ วันที่ 4 พฤษภาคม? เห็นไหมครับว่าแค่การ เขียนวันที่ภาษาอังกฤษ ก็สามารถสร้างความสับสนระดับคอขาดบาดตายในการทำงานได้แล้ว! สาเหตุหลักมาจากชาวอเมริกันและชาวอังกฤษมีระบบการเรียงลำดับ
“วันเกิดคุณวันที่เท่าไหร่?” ถ้าต้องตอบคำถามนี้เป็นภาษาอังกฤษ คุณจะตอบว่าอย่างไรครับ? หลายคนอาจจะนึกถึงตัวเลข 1, 2, 3 ธรรมดา แต่ความจริงแล้วการ บอกวันที่ภาษาอังกฤษ มีกฎเกณฑ์ที่ต่างจากการนับเลขปกติอย่างสิ้นเชิงครับ เพราะเราต้องใช้ “เลขลำดับที่” (Ordinal Numbers)
“Excuse me, do you have the time?“ ถ้ามีชาวต่างชาติเดินเข้ามาถามประโยคนี้พร้อมชี้ไปที่นาฬิกาของคุณ คุณจะตอบเขาว่าอย่างไรครับ? หลายคนอาจจะสตั๊นไป 3 วินาที เพราะในหัวมัวแต่คิดว่า “เอ๊ะ บ่ายสองครึ่ง
เวลาทำผิดพลาด ไม่ว่าจะเดินชนคน เดินทางมาสาย หรือส่งอีเมลผิด ประโยคแรกที่คนไทยมักนึกถึงคือ “I’m sorry” ใช่ไหมครับ? แน่นอนว่าคำนี้แปลว่าขอโทษและใช้ได้จริง แต่รู้หรือไม่ครับว่าในโลกของการสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้แค่ “Sorry” สั้นๆ ในบางสถานการณ์ (เช่น
“Thank you very much!” ประโยคคลาสสิกที่เราคุ้นเคยกันดีตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษ แน่นอนครับว่าประโยคนี้ใช้ได้จริงและสุภาพเสมอ แต่ในสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงาน การคุยกับลูกค้า หรือการปาร์ตี้กับเพื่อนสนิท เจ้าของภาษา (Native Speakers) มักจะมีลูกเล่นและคำศัพท์อื่นๆ ที่แสดงความรู้สึกได้ลึกซึ้งและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าคำว่า
“Hello, how are you? I am fine, thank you, and you?” เชื่อว่าคนไทยเกิน 90% ท่องประโยคนี้มาตั้งแต่จำความได้ใช่ไหมครับ? แม้ว่าประโยคนี้จะถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เป๊ะๆ
การ แนะนำตัวภาษาอังกฤษ (Self-Introduction) เป็นด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการสร้างความประทับใจ (First Impression) ไม่ว่าคุณจะไปสัมภาษณ์งาน เริ่มเรียนคลาสใหม่ หรือไปปาร์ตี้กับเพื่อนต่างชาติ แต่เชื่อไหมครับว่า คนไทยหลายคนยังตกม้าตายด้วยประโยคเดิมๆ อย่าง “Hello. My name
ปัญหาโลกแตกของคนไทยเวลาเรียนภาษาอังกฤษคือ “คิดเป็นภาษาไทย แล้วแปลเป็นอังกฤษทีละคำ” ใช่ไหมครับ? ผลลัพธ์ที่ได้มักจะเป็นประโยคที่ฝรั่งงง หรือที่เรียกว่า Broken English เช่น “I like eat rice.” (ผิด! ต้องเป็น
เวลาเราพูดภาษาไทยแล้วอยากให้คนฟังเห็นด้วย เรามักจะลงท้ายประโยคว่า “ใช่ไหม?” หรือ “เนอะ?” ใช่ไหมครับ? (แบบที่ผมเพิ่งทำไปเมื่อกี้เลย) ในภาษาอังกฤษก็มีวัฒนธรรมการถามแบบนี้เหมือนกันครับ เราเรียกมันว่า Question Tag แต่ความยากของมันคือ เราไม่สามารถใช้คำว่า “Yes?” หรือ
ถ้าพูดถึง “ยาขม” หม้อใหญ่สำหรับคนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษ ผมเชื่อว่า “กริยา 3 ช่อง” ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอนครับ เพราะในภาษาไทยเรา คำว่า “กิน” ไม่ว่าจะกินเมื่อวาน กินพรุ่งนี้ หรือกินมานานแล้ว